|
เมื่อรถกลายเป็นบ้านเคลื่อนที่กับ G-BOOK
โพสต์เมื่อ 1 พ.ค. 2554
จากสภาพการใช้ชีวิตของคนเมืองที่ต้องเผชิญกับสภาพการ
จราจรที่ติดขัด จนแทบจะยึดรถยนต์เป็นบ้านหลังที่ 2
ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์พยายามสร้างสรรค์ยานยนต์ยุคใหม่ให้มีความทันสมัย
โดยอยู่บนแนวคิดของการตอบสนองความต้องการที่ไม่มีขีดจำกัด
และสามารถเชื่อมต่อกับโลกภายนอกจากภายในห้องโดยสารรถยนต์ได้ ซึ่งต่อไปนี้
รถยนต์จะไม่ใช่แค่พาหนะในการเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งเหมือนกับที่
ผ่านๆมาอีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้โตโยต้าจึงได้คิดค้นระบบสื่อสารอัจฉริยะ
G-BOOK ขึ้นมาเพื่อช่วยตอบสนองการใช้ชีวิตของคนเมืองและคนรุ่นใหม่
ด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่จะทำให้ห้องโดยสารในรถยนต์กลายเป็นห้องนั่งเล่น
หรือออฟฟิศส่วนตัวได้ โดยมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนา คือ
การนำระบบสารสนเทศเข้ามาติดตั้งในรถยนต์เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้
ใช้งานซึ่งทำให้ผู้ขับขี่สามารถติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกได้ผ่านทางระบบ
Telematic โดยแผงคอนโซลกลางของรถยนต์ที่ติดตั้งระบบ G-BOOK จะมีจอ DCM หรือ
Data Communication Module ซึ่งเป็นมอนิเตอร์แบบสัมผัสได้
เพื่อใช้สำหรับติดต่อสื่อสาร และสามารถส่งสัญญาณด้วยความเร็ว 144 Kbps
ผ่านทางเสาอากาศ DCM Antenna
ซึ่งติดตั้งอยู่บนกระจกบังลมหน้าโดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่
แต่อย่างใด การเชื่อมต่อสามารถติดต่อเข้ากับเครือข่ายของ G-BOOK Center
ในแบบอินเตอร์แอ็คทีฟ (2 ทาง) ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางในการให้ข้อมูลต่างๆ เช่น
สภาพการจราจร แผนที่ของเมืองต่างๆ การให้ความช่วยเหลือเมื่อรถเสีย
รวมถึงความบันเทิงรูปแบบต่างๆ เช่น การช็อปปิ้งออนไลน์ เพลง ภาพยนตร์
และเกม มาให้ถึงภายในห้องโดยสาร
หรือจะเลือกติดต่อโดยตรงเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว (PC)
โทรศัพท์มือถือ เครื่องคอมพิวเตอร์พกกา (PDA)
หรือที่จุดติดต่อสื่อสารของระบบ G-BOOK ที่เรียกว่า E-TOWER ก็ได้
|
|
การทำงานของเทคโนโลยีระบบไฮบริด (HYBRID)
โพสต์เมื่อ 1 พ.ค. 2554
โตโยต้าแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล
โดยเล็งเห็นถึงความจำเป็นของรถยนต์พลังไฮบริด (HYBRID –
ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ผสมกับมอเตอร์ไฟฟ้า)
ในการเข้ามาทดแทนรถยนต์ทั่วไปเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและลด
มลพิษในอากาศ
จนทำให้โตโยต้ากลายเป็นผู้ผลิดรถยนต์รายแรกของโลกที่สามารถผลิตรถยนต์ไฮบริ
ดออกจำหน่ายในตลาด
ตามชื่อไฮบริด (HYBRID) หมายถึงลูกผสม
ซึ่งแสดงให้เห็นถึงรูปแบบของระบบอย่างชัดเจน
ไฮบริดไม่ใช่ทั้งรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน
หรือมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวมาใช้ในการขับเคลื่อน
แต่เป็นการนำทั้ง 2 ระบบมาใช้อย่างผสมผสานกัน ระบบไฮบริดมีอยู่ 2
รูปแบบใหญ่คือ
1. SERIES HYBRID ใช้เครื่องยนต์เป็นตัวปั่นไฟส่งให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนตัวรถ
2. PARALLEL HYBRID
ใช้ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกันในการ
ขับเคลื่อนตัวรถ
กระแสไฟฟ้าที่ใช้ส่งให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนรถยนต์จะมาจาก
แบตเตอรี่แบบนิเกิล เมทัล ไฮดราย ที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์
ระบบไฮบริดของโตโยต้า หรือ THS (TOYOTA HYBRID SYSTEM)
จะเน้นพัฒนาจากรูปแบบ PARALLEL HYBRID
นั่นคือการผสานการทำงานระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้ากับเครื่องยนต์สันดาปภายใน
ไม่ว่าจะเป็นเบนซินหรือดีเซลในการขับเคลื่อนตัวรถ
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้งาน
ยกตัวอย่างเช่น ระบบ THS ที่ใช้ในรถโตโยต้า พรีอุส
การออกตัวและการขับเคลื่อนช่วงความเร็วต่ำจะเป็นหน้าที่ของมอเตอร์ไฟฟ้า
เพราะมีจุดเด่นในการให้แรงบิดดีที่รอบต่ำ
แต่เมื่อมีการกดคันเร่งหนักขึ้นจนลิ้นปีกผีเสื้อของเครื่องยนต์เบนซินเปิด
สุด
เครื่องยนต์เบนซินก็จะเข้ามาช่วยเสริมในการขับเคลื่อนกับมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อ
เรียกอัตราเร่งเหนือชั้นกว่ารถยนต์ทั่วไปในระดับเดียวกันถึง 10%
เมื่อจอดนิ่งอยู่กับที่
ระบบจะตัดการทำงานของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ
เพื่อลดความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงและมลพิษ
ซึ่งมักมีสูงมากที่รอบการทำงานของเครื่องยนต์ขณะเดินเบา
และมอเตอร์ไฟฟ้าจะกลับมาทำงานอีกครั้งโดยอัตโนมัติ
เมื่อมีการกดคันเร่งเพื่อออกตัว
ที่สำคัญในขณะมีการเบรกหรือถอนคันเร่งเพื่อลดความเร็ว
ระบบจะเปลี่ยนการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าให้เป็นตัวชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้ามาเก็บ
ในแบตเตอรี่
โดยนำแรงเฉื่อยที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของรถยนต์มาใช้ในการปั่นมอเตอร์ไฟฟ้า
นับเป็นการนำพลังงานที่สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์จากการขับเคลื่อนมาใช้ให้
เกิดประโยชน์สูงสุด ผลที่ได้จากระบบไฮบริดของรถยนต์รุ่นพรีอุส คือ
อัตราความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต่ำถึง 28 กิโลเมตร/ลิตร
ตามค่ามาตรฐานการทดสอบที่ Mode 10-15 ของญี่ปุ่น
และมีค่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสียต่ำกว่ารถยนต์ทั่วไปถึง 50%
จากความสำเร็จของรถยนต์โตโยต้าพรีอุส
ที่จำหน่ายแสนคันทั่วโลก โตโยต้ายังพัฒนาระบบไฮบริดให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
และนำไปใช้กับรถยนต์แบบอื่นๆ จนประสบความสำเร็จ อาทิ
รถยนต์นั่งขนาดใหญ่รุ่นโตโยต้าคราวน์ (Crown) รถมินิแวนรุ่นโตโยต้าเอสติมา
(Estima) และรถโดยสารขนาดใหญ่รุ่นโตโยต้าโคสเตอร์ (Coaster)
นับเป็นความพยายามของโตโยต้าในการสร้างสรรค์ของเทคโนโลยีใหม่ๆ
เพื่อตอบรับความต้องการของผู้บริโภคบนพื้นฐานแห่งสำนึกและความรับผิดชอบที่
มีต่อสิ่งแวดล้อมตลอดมา
|
|
Pre-Crash Safety ระบบความปลอดภัยก่อนการชน
อัพเดทล่าสุด 1 พ.ค. 2554
ระบบความปลอดภัยก่อนการชน
คือเทคโนโลยีใหม่ที่ติดตั้งไว้ในยานยนต์โตโยต้าเพื่อช่วยให้เกิดความปลอดภัย
สูงสุดแก่ผู้ขับและผู้โดยสาร โดยมุ่งเน้นด้านการช่วยลดความรุนแรงจากการชนเมื่อรถประสบอุบัติเหตุ โดยรวมไว้ถึงสองระบบด้วยกันคือ
ระบบ PSB Pre-crash seatbelt คือ
เข็มขัดนิรภัยที่จะช่วยกระชับตัวผู้นั่งให้แนบชิดกับพนักพิงขณะชน
ช่วยป้องกันการกระแทกอย่างรุนแรงกันถุงลมนิรภัยหรือคอนโซลหน้า
อีกระบบหนึ่งคือ ระบบ PBA
คือระบบเสริมแรงเบรก เมื่อตรวจสอบพบว่าระจะเกิดการชน หากผู้ขับเหยียบเบรก
แรงเสริมแรงเบรกจะช่วยทำให้รถหยุดได้เร็วขึ้น จึงช่วยลดแรงกระแทก
ลดความรุนแรงในการชนนั่นเอง
โดยระบบนี้จะทำงานโดยอาศัยการส่งคลื่นสัญญาณเรดาร์ซึ่งติดตั้งเสารับส่ง
สัญญาณเรดาร์บริเวณกระจังหน้ารถเพื่อตรวจสอบสิ่งกีดขวางด้านหน้ารถ
จึงทำให้ระบบ Pre-Crash safety
ทราบและสามารถสั่งงานให้ระบบเข็มขัดนิรภัยและเบรกสามารถทำงานได้ล่วงหน้า
นั่นเอง
ทั้งสองระบบนี้ ติดตั้งอยู่ใน Camry รุ่น 3.5 V6
|
|
ยุคของรถยนต์ลูกผสมหรือไฮบริด
โพสต์เมื่อ 1 พ.ค. 2554
แม้
ว่าจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้กับเครื่องยนต์อยู่ตลอดเวลา
เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึ้น
รวมถึงการนำเชื้อเพลิงประเภทใหม่ๆ เช่นพลังไฟฟ้า และก๊าซธรรมชาติ
เข้ามาทดแทนการใช้น้ำมัน
แต่สุดท้ายดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้ยังมีข้อจำกัดของการใช้งานและยังไม่
สมบูรณ์แบบ ที่จะบรรลุเป้าหมายสูงสุดในการเป็นรถยนต์เพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ GREENER CAR
โตโยต้าเปิดโลกทัศน์แห่งอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วยการคิดค้นนวัตกรรมของขุมพลังแบบใหม่ ที่เรียกว่า ไฮบริด (HYBRID) หรือเครื่องยนต์ลูกผสม
เทคโนโลยีหลักของระบบไฮบริด คือ
การผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายใน กับมอเตอร์ไฟฟ้า
จึงมีความยอดเยี่ยมทั้งในด้านอัตราความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต่ำ
การลดค่ามลพิษในไอเสียที่ดีกว่าเครื่องยนต์สันดาปภายในทั่วไป
และสามารถนำมาใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน จากการทดสอบภายใต้แนวคิดที่ว่า WELL-TO-WHEEL
ซึ่งเป็นการวัดค่าประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงโดยรวม
การทดสอบนี้เป็นดัชนีที่ดี ในการระบุให้เห็นถึงต้นทุนทางด้านสิ่งแวดล้อม
อันเกิดจากกระบวนการผลิตเชื้อเพลิง นับตั้งแต่การนำวัตถุดิบมาแปรสภาพ
ความสะดวกในการจัดเก็บเชื้อเพลิง
จนถึงกระบวนการนำเชื้อเพลิงไปใช้ในการขับเคลื่อน ซึ่งจุดนี้หลายคนมองข้ามไป
โดยผลการทดสอบพบว่ารถยนต์ไฮบริด
ซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซินกับมอร์เตอร์ไฟฟ้า
กลับมีประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงโดยรวม
ดีกว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล เครื่องยนต์เบนซิน
หรือการใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว นอกจากนั้น
จากการทดสอบของรัฐบาลญี่ปุ่น
เมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน ซึ่งมีความจุกระบอกสูบ
1500 ซีซี ในระดับเดียวกันแล้ว รถยนต์โตโยต้า พรีอุส
ซึ่งใช้เทคโนโลยีเครื่องยนต์แบบไฮบริดมีความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 28
กิโลเมตร/ลิตร น้อยกว่าเครื่องยนต์สันดาปภายใน มากกว่า 1 เท่าตัว
และมีระดับของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสีย ต่ำกว่าถึง 50 %
โตโยต้าสามารถบรรลุถึงผลสำเร็จด้วยการเป็นผู้ผลิตรถ
ยนต์รายแรกของโลก ที่ผลิตรถยนต์นั่งแบบไฮบริดออกสู่ตลาดโลก
โดยเปิดตัวพรีอุส (PRIUS) ในเดือนธันวาคม ปี 2540
ก่อนที่จะฉลองความสำเร็จเมื่อแนะนำเข้าสู่ตลาด ด้วยยอดการจำหน่ายรถยนต์
รุ่นพรีอุสครบ 100,000 คัน เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2545
รถยนต์ระบบไฮบริดจึงเปรียบเสมือนกับเป็นสะพาน
ที่เชื่อมต่อระหว่างรถยนต์ยุคปัจจุบันที่มีเครื่องยนต์สันดาปภายใน
ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงกับยุคแห่งความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีของรถยนต์ยุคใหม่
แบบเครื่องยนต์ระบบไฮบริดที่เป็น GREENER CAR อย่างแท้จริง
|